การเเปรรูปของเหลือที่เหลือจากวันไหว้บรรพบุรุษหรือการถนอมอาหารที่เหลือจากการไหว้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

          การเเปรรูปของเหลือที่เหลือจากวันไหว้บรรพบุรุษหรือการถนอมอาหารที่เหลือจากการไหว้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

            เชื่อว่าถ้าพูดถึงของไหว้ ใครๆก็คงรู้จักกันดี ว่าใช้ในการไหว้เทพเจ้าหรือบรรพบุรุษ ซึ่งการไหว้นั่นเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยชาวไทยเชื้อสายจีนจะจัดโต๊ะไหว้บรรพบุรุษไว้ในบ้าน แล้วทำพิธีบูชา เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณและแสดงความระลึกถึงนั้นเอง

            และก็เชื่ออีกแหล่ะว่า การเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับไหว้และบรรพบุรุษในเทศกาล ถือได้ว่าเป็นงานหนักแห่งปีสำหรับหลายๆครอบครัวเลยทีเดียว เพราะหลายๆครอบครัวก็คงคิดเหมือนๆกันว่า เมื่อไหว้เสร็จแล้ว ของไหว้ต่างๆ ทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่  รวมไปถึงผลไม้นั่น จะต้องรีบนำมาทำอาหารหรือแจกจ่ายญาติพี่น้องไป เพราะเก็บไว้นานก็ไม่ได้เดี๋ยวจะเสีย จะทำกินกันทุกวันก็ดูเบื่อไป หรือจะเอาไปทิ้งก็แอบมีความรู้สึกว่าเสียดายขึ้นมาซะงั้น

          วันนี้เราก็เลยมี Tips ดีๆสำหรับการเก็บของไหว้ไว้นานๆ หรือการแปรรูปของไหว้นั่นๆให้กลายเป็นอาหารที่สามารถทานได้แบบไม่เบื่อกันเลยทีเดียว

  1. ไก่กับเป็ด ในการไหว้นั่นไก่จะสื่อถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงานส่วนเป็ดจะสื่อถึงความสามารถที่หลากหลายและความสำเร็จ ซึ่งไก่ต้มและเป็ดที่เหลือจากการไหว้นั้นจะสามารถเก็บได้ประมาณ 1 วัน แต่ถ้าอยากเก็บไว้ให้ได้นานกว่าเดิมก็ใส่กล่องแล้วไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส จะทำให้เราเก็บไก่ไว้ได้นาน 3 – 5 วันเลยทีเดียว …

          ส่วนใครที่ไม่อยากเก็บก็แนะนำให้แปรรูปเป็นอาหารหลากหลายชนิดที่กินกันไม่เบื่อ อาทิเช่น กระเพราไก่ ไก่รวนสมุนไพร ต้มแซ่บไก่ ส่วนเป็ดก็เป็นเป็ดย่าง ยำเป็ดย่าง แกงเผ็ดเป็ดย่าง เป็นต้น ซึ่งแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลและครอบครัวนั้นเอง

          2.หมูและปลา หมูจะสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ส่วนปลาจะสื่อถึงการเหลือกินเหลือใช้ ซึ่งหมูหลังการไหว้นั้นส่วนมากก็จะเก็บได้แค่ 1 วันเช่นเดียวกันกับไก่ต้มและเป็ดนั่นเอง แต่ถ้าอยากเก็บได้นานแนะนำว่า ให้เก็บเข้าตู้เย็นเช่นกัน แต่ระยะเวลาอาจจะสั้นกว่าเป็ดและไก่จึงแนะนำว่านำมาแปรรูปโดยการเปลี่ยนเป็นอาหารจะดีกว่า เช่น หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ หมูกรอบ ต้มแซ่บหมู ส่วนปลาก็ทำปลาราดพริกน้ำจิ้มแซ่บๆกินกันในครอบครัวแบบไม่เบื่อกันไปเลย

          3.ขนมเข่ง โดยขนมเข่งจะสื่อถึงความมั่งมี โดยขนมเข่งเป็นของหวานที่ไหว้เสร็จแล้วสามารถนำมาทานได้ทันที หรือหากทานไม่หมดก็มักจะนำไปทำเป็นของหวานอีกทีหนึ่งได้ เช่นขนมเข่งบัว ขนมเข่งชุบงาดำ เป็นต้น ซึ่งจะนำไปแปรรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลนั้นเอง และการนำมาเป็นของหวานย่อมดีกว่าของคาวซึ่งโดยปกติของหวานมักจะเก็บไว้ได้นานกว่าของคาว โดยเก็บในตู้เย็นเพื่อป้องกันการขึ้นรา และยังสามารถยืดอายุของหวานเราได้นานหลายสัปดาห์เลยทีเดียว

  1. ผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นส้มซึ่งแปลว่าโชคดี แอปเปิ้ลที่แปลว่าสันติสุข องุ่นที่หมายถึงความเจริญงอกงาม กล้วยหอมที่สื่อถึงการกวักโชคลาภให้เข้ามาหรือแม้แต่กระทั่งสาลีที่สื่อถึงการประสบแต่เรื่องดีๆ ซึ่งผลไม้เหล่านี้หลังจากการไหว้นั่นก็ควรที่จะแยกชนิดออกให้ดี

            โดยแอ๊ปเปิ้ลให้นำใส่ตะกร้าแล้วเอาผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ วางบนแอปเปิ้ลแล้วนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิระหว่าง -1.1 ถึง 1.7 องศาเซลเซียส มันจะสามารถคงความสดของแอปเปิ้ลได้นานถึง 3 สัปดาห์

            ส่วนสาลี่ ก็ให้นำมาใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้ววางในอากาศถ่ายเท จะทำให้เก็บรักษาสาลี่ไว้ได้นาน และมีรสชาติหวานหอมอร่อยยิ่งขึ้น

          ส้มนั่นไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ โดยใส่ถุงและมัดปากถุงให้แน่น เนื่องจากว่าการเก็บในตู้เย็นจะเสี่ยงทำให้ส้มเป็นเชื้อราได้ง่าย

            และกล้วยควรหด้วยกระดาษ หรือห่อด้วยพลาสติกฟิล์มถนอมอาหาร หรือถุงพลาสติกก็ได้โดยห่อทีละลูกแยกกันแล้วแช่ตู้เย็น ในช่องแช่ผักจะทำให้เราสามารถเก็บกล้วยไว้ได้นานกว่าเดิมแน่นอน

             หรืออีกวิธีก็คือการนำผลไม้ไปแปรรูปเป็นของหวานที่มีทั้งแบบ ตาก เชื่อม และบวช รวมไปถึงเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้ตามใจชอบของแต่ละบุคคลหรือแต่ละครอบครัว

            แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะรู้วิธีการเก็บถนอมอาหารหรือการแปรรูปไปแล้ว เราก็ควรจะรู้จักการเรียงลำดับของอายุอาหารนั้นให้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นหลังการไหว้ก็ควรนำของที่อายุสั้นๆมาทำกินไปก่อน ส่วนของที่สามารถเก็บได้หลายวันก็ค่อยทยอยนำมาทำอาหารรับประทาน

           

           

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *